2007/Oct/05

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PARIS, October 3, 2007

ขอลัดคิวอุทิศพื้นที่ตรงนี้ เพื่อกล่าวคำอำลาและขอบคุณ MR.Valentino ผู้ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก ถึงแม้ว่างานของเข้าจะมุ่งเน้นและนิยมในความคลาสสิกอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม

Spring 2008 ครั้งนี้เป็นคอลเล็คชั่นสุดท้ายสำหรับอาชีพการเป็นดีไซเนอร์ (ไม่แน่ใจว่าจะอำลาด้วยคอลเล็คชั่นHC หรือไม่)โดยผู้ที่มารับหน้าที่ต่อจากวาเลนติโนก็คือ Allesandra Facinetti อดีตมือขวาของ ทอม ฟอร์ด ซึ่งโดยส่วนตัวคาดว่า ผู้หญิงคนใหม่ของวาเลนติโน จะแข็งแกร่งกว่าเดิม

ดีไซเนอร์ในดวงใจของผู้หญิงทั่วโลกคนนี้ ได้ส่งหลากชุดสวย ทั้ง 87 ชุด ต่างเป็นสิ่งที่วาเลนติโนขอเล่าใหม่ ด้วยเดรสกลางวันและกลางคืนหลากสี ทั้งสีพาสเทลอ่อนหวาน และ สีประจำตัว สีแดงสด เรื่อยจนไปถึงขาว เทา และดำ ลายพิมพ์ดอกไม้ ลายจุด ปิดท้ายด้วย เดรสยาวสีสด ผสมผสานกับงานจับเดรปเทคนิคคุ้นเคย ผ้าลูกไม้ งานปักสุดวิจิตร และอีกสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ก็คือ "โบ" และ "ระบาย" ที่คราวนี้มาเต็มที่ทุกอณูของคอลเคชั่น ตั้งแต่กระเป๋าไปจนถึงรองเท้า

น่าเสียดายถ้าหากกล่าวว่าคอลเล็กชั่นนี้เป็นคอลเล็คชั่นสุดท้าย เพราะความยึดมั่นกับสไตล์งานของตนเองไม่เปลี่ยน ชุดทั้งหมดนี้ดูหลากหลายมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ชุดเด่นๆหรือที่น่าจดจำกลับ "ไม่เกิด" อย่างที่คิด ซึ่งต่างจาก ดอนน่า เทลล่า เวอร์ซ่าเช่ ที่สามารถปรับสไตล์งานให้เข้ากับกระแสอย่างกลมกลืน

แต่ถึงอย่างนั้น...นี่ก็ไม่ข้อเสียหรือข้อด้อยอะไร เพราะอย่างไรพวกเราก็ยังรักวาเลนติโนอยู่ดี
 

 

Nicole Scherzinger - Baby Love [Live @ Fashion Rocks]

โชวนี้ Nicole Scherzinger ร้องอุทิศแด่วาเลนติโน ซึ้งมากๆ

edit @ 29 Oct 2007 20:54:30 by *{Eros}*

2007/Sep/14

ถ้าลองถามคนที่ชอบอ่าน magazine แฟชั่นต่างประเทศแล้ว ลองถามดูสิว่า Vogue ประเทศไหนที่คุณชอบมากที่สุด หลายคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Vogue Italia ถึงแม้ว่าช่วงหลังมานี้ กระแส ของVogue Italia อาจจะแผ่วลงไปบ้าง เพราะหลายปีที่ผ่านมากระแส Vogue Paris มาแรงมากๆ แต่เชื่อเถอะยังไงแฟนประจำก็ต้อง ซื้อ Vogue Italia อยู่แล้ว เพราะ นอกจากจะเป็นเจ้าเดียวที่ทำงานออกมาแล้วดูเป็น art และงดงาม ซึ่งบางงานก็เกินจะเข้าใจ

ในปีที่ผ่านมา Vogue Italia ได้ดึงนำเอาแรงบันดาลใจจากกระแสต่างๆของโลกมาทำซึ่งในช่วงของ 2 ปีหลัง 2006 -2007 นี้จะชัดเจนอย่างมากทั้ง กระแสyoutube, การศัลยกรรมความงาม,ภาพของดาราบนพรหมแดง รวมไปถึงอาการสติแตกของ Britney Spears


เซทแห่งปี 2005 การศัลยกรรมความงามของสุภาพสตรทั้งหลายถูกนำเสนออย่างหรูหราและงดงามมาก สะท้อนภาพของหญฺงสาวสังคมได้เป็นอย่างดี

ปี 2006 กระแสของวัฒธรรมทางดนตรีที่มีผลต่อการสไตลิ่ง

อีกเซทจากปีเดียวกัน ภาพดาราคนดังบนพรหมแดงที่มีปรากฎให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ

เริ่ม ปี 2007 ด้วย youtube

และที่ผ่านไปไม่นานเมื่อเดือนสิงหา กับเซทร้อนๆ ที่ล้อเลียนพฤติกรรม สติแตก ของนักร้องสาว Britney Spears ที่ล้อเลียนได้แบบแสบๆคันๆ และบ้ามากๆ ป็นอีกเล่มที่น่าซื้อเช่นกัน








......................................................................



อารัมภบทมานาน ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า ว่า Vogue Italia September 2007 นี้ เป็นเล่มที่ "ต้องมี" มากที่สุดเพราะนอกจากจะแบ่งเป็น 2 เล่ม เล่มแรกเป็นเล่มที่คุณเห็นอยู่แล้วดังภาพ ส่วนอีกเล่มนึงจะเป็นเล่มพิเศษ ที่ทั้งเล่มเป็น เสื้อผ้าโอตกูตูร์ล้วนๆ ซึ่งขอบอกว่าคุ้มค่ามากๆ

ซึ่งในเดือนกันยายน เป็นเดือนที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของโลก ซึ่งทุกๆคนคงจดจำเหตุการณ์ "11 กันยา" ได้ นอกจากจะสร้างความสูญเสียแล้ว ยังส่งผลกระทบต่างๆเป็นจำนวนมากซึ่งนั่นก็เข้าทาง Vogue Italiaพอดีที่ปีนี้นิยมหยิบเอาสิ่งใกล้ตัวมาทำมากที่สุด

ปกเป็นภาพของนางแบบหน้าใหม่แต่มาแรงมากๆ อย่างAgyness Deynบน prada รายล้อมด้วยทหารหนุ่มซึ่งจริงก็เป็นนายแบบ ถ่ายภาพโดยSteven Meisel เจ้าเก่า เจ้าเดียว เจ้าประจำ และเจ้าเดิม ซึ่งทำให้ปกนี้กลายเป็นปกที่ สกปรก รก และสวยที่สุด สีหน้าและแววตาของแบบที่ถ่ายทอดออกมาอย่างดีมาก การจัดฉากและแสงไฟก็สวยงามไม่แพ้กัน ซึ่งอีกหน่อย ปกนี้จะกลายเป็นปกที่คลาสสิกที่สุดเลยก็ว่าได้ซึ่งคำโปรยบนปกฏ้บ่งบอกแล้วว่า "extraordinary" ที่มีความหมายว่า ประหลาด,ผิดธรรมดา

เซทที่ยกมานี้เป็นที่มีชื่อว่า "MAKE LOVE NOT WAR"

โดยมี นางแบบ ได้แก่ Agyness Deyn, Missy Rayder, Caroline Trentini, Raquel Zimmermann, Julia Stegner
และนายแบบ Daniel Pimentel, Blaine Cook, CHad Dunn, Chad White, Isaac Haldeman, Nathan Nesbitt, Oraine Barrett, Rodrigo Calazans, Travone Hill
PhotographerSteven Meisel
Fashion editor Karl Templer

เป็นเซทที่จำลองฉากเหล่าทหารอเมริกันในอิรัก ชาย หญิง ซึ่งมียูนิฟอร์มเป็น Dolce and Gabbana หรือไม่ก็ prada (เอากับมันสิ)มีทั้งภาพของเหล่าทหารกำลังสนุกสุดเหวี่ยงบ้างปารตี้ บ้างกำลังจะมี sex บ้างมีความรัก บ้างถ่ายคลิปวิดิโอ (โอ้ย! ไปกันใหญ่แล้ว)บ้างก็ดูเหม่อลอยคิดถึงบ้านที่ตนเองจากมาบางคนแสดงสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห้นได้ชัด บางคนดูไร้ชีวิตเหมือนรูปปั้นสลัก ซึ่งทำให้เซทนี้กลายเป็นงานแฟชั่นที่เสียดสีสังคมและแนวคิดทางสงครามได้อย่างสุดแสบเพราะตั้งแต่เอมริกาส่งทหารไปอิรักก้ยังไม่ประสบความสำเร็จใดๆทั้งสิ้น ซ้ำร้าย ตัวคนอเมริกันและคนยุโรปเอง ต่างต้องตกอยู่ในสภาพหวาดกลัวการก่อการร้าย แล้วเมื่อไหร่โลกจะพบถึงความสงบสักที ไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม ซึ่งหลายคนก็หวังว่า ความสงบสุขจะบังเกิดในเร็ววันนี้....และเราก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน


.......................................................................

ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรืออย่างไร เริ่มตั้งแต่ปี 2003ที่เดือนกันยายน ทุกปกของทุกปี นางแบบจะต้องใส่ พราด้า ตลอดรวมถึงเล่มในปีนี้ด้วย???

20032004

20052006

2007/Sep/14


เมื่อวาน (พฤหัส 13 กย.) เป็นวันที่หดหู่และสภาพจิตใจก็ย่ำแย่มาก เมื่อมีกำหนดส่งงานก่อน บ่าย 3 โมงเย็น

ย้อนเวลาไปก่อนหน้านั้น.......

วันที่ 11 กันยายน ซึ่งตรงกับวันอังคาร....เป็นวันที่ได้หยุดเรียนเนื่องจากมีข่าวลือหนาหูว่ามีการเลิกคลาสเรียน ทำให้เราจะมีเวลาหยุด ตั้งแต่วันอาทตย์ (ย้อนกลับไปอีก) ถึงวันอังคาร ในการทำเดรปปิ้ง ในวันอาทิตย์เราเลือกที่หยุดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน ตนเอง หลังจากเบื่อหน่ายมาเป็นเวลานานแสนนาน(วันเสาร์ 8 กย...ย้อนกลับไปอีกๆๆ...เราเอางานไปส่งอาจารย์...แต่ เราลืมเอา ทัมป์ไดรฟซึ่งมีงานที่เราทำเสร็จแล้วบางส่วนไปส่ง) แต่...เรื่องน่าเบื่อยังไม่หมดแค่นั้น....

เราเริ่มจับเดรปวันจันทร์ซึ่งมันก็ใช้เวลานาน...แถมเดรปยังย่น ไม่เป็นเส้นตรง เพราะเราชะล่าใจ...เออไม่เป็นไร...มั้ง

วันอังคาร เราก็ยังเชื่องช้า นั่งกลึงผ้าอย่างพิถพิถัน จนช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน...ระหว่างที่เราทำงานไปด้วยคุย msn กับเพื่อนๆไปด้วย เราก็บ่นว่าทำไมผ้าเรามันย่นจัง หลายคนต่างบอกว่ามันไม่ย่น หรือย่นน้อย แต่เรากลับย่นเยอะกว่าทั้งที่ไม่น่าจะเป็น...เหตมาจากเราดึงผ้าไม่ตึง....เราคิดหนักมาก สับสนวุ่นวาย......

ในที่สุดเราก็ตัดสินใจไม่ไปเรียน...นี่คือทางออกที่ดีที่สุด....โดยเราตัดสินใจว่าจะทำใหม่ในวันพุธและส่งใหม่อีกทีในพุธหน้า คืนวันอังคารทั้งเหนื่อย...เรารู้สึกว่าถ้าไป ก็ต้องโดนอาจารย์ด่า...แถมยังถูกกดดันจากคนที่ทำงานเสร็จอีก...แล้วงานเรายังไม่เสร็จจะไปทำไม...จนกระทั่งเวลาประมาณ ตี3 เกือบตี4 เราจึงตัดสินใจไปนอน

วันพุธ เราตื่นมาร่วมเที่ยง มาเริ่มนับ 1 ใหม่อีกครั้ง ทำไปเรื่อย....จนตกเย็น เวลาประมาณเกือบ 6 โมงเย็น เราเริ่มเล่น msn อีกครั้ง (เพราะก่อนหน้านั้นเราบอกกับเพื่อนว่าเราจะปิดโทรศัพท์เพื่อทำงาน แล้วจะออนเอ็ม)
เราก็ทราบข่าว ว่าอาจารย์ โมโห (อยู่แล้วล่ะ) แล้วสั่งให้ส่งงงานอีกครั้งนึง ก่อน บ่าย 3 ของวันที่ 13 ก็คือเมื่อวาน...เราซ๊อค แล้วที่ทำได้ในตอนนั้นก็คือ บ่น และก้มหน้าทำต่อ...หลังจากนี้จะเป็นช่วงที่ทำให้เรา ต้องมานั่งเขียนระบาย ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงกำลังจะตามมา...
เราบ่นๆๆกับเพื่อนอีก 2 คน เราสับสนและกระวนกระวายมาก เพราะงานเรายังไม่ถึง 20% จะให้เราทำยังไง เราก็โทรและคุยผ่านเอ็มไปปรึกษาใครอีกหลายคนๆ เรามีอยู่ 2 ตัวเลือกนั่นคือ ทำให้เสร็จแล้วส่งแบบลวกในวันพฤหัส กับ เชิดใส่แล้วส่งอีกทีวันพุธหน้า ซึ่งอันหลังมีเปอร์เซนท์โดนด่าและจะไม่รับงานสูง เรายังสับสนเช่นเคย....

เพื่อนอีกคนก็ให้กำลังใจและจะสู้กันต่อไป ทั้งๆที่เรากะว่าจะไม่ส่ง จนในที่สุดยังไงไรก็ต้องทำให้เสร็จอยู่ดี ก็เลยตัดสินใจทำ...เราก็ให้กำลังใจเพื่อนอีกคนว่าจะต้องสู้ด้วยกัน ทั้งที่เรา 50/50 มากว่ามันอาจจะไม่เสร็จ โดยเราได้พูดออกไปแล้วว่า คงส่งไม่ทัน....เรานั่งทำงานแล้วเราไม่ได้นอนเลย จวบจนเวลาตี 5 หลังจากเก็บของเสร็จเราก็ตัดสินใจ และเพื่อนยังให้กำลังใจว่าจะช่วย เอาวะ ตอนนี้ความรู้สึกว่ามันจะเสร็จมีมากกว่าไม่เสร็จ....เราเริ่มมีกำลังใจ

ที่ มหาลัย....เราเรียนเละรายงานคาบเช้าเสร็จ...ก็ได้เริ่มทำงานต่อคนที่งานเสร็จแล้วก็จับคู่ช่วยเพื่อนทำงาน มีเพื่อนอีก 2 คนช่วยกันกลึงผ้า ซึ่งเราก็ขอบคุณมากเราก็ตัดผ้าเพื่อที่จะได้เดรปเส้นข้างหน้าต่อ...เรายังยิ้มแล้วหัวเราะ ยังเดินไปเปิดเพลงใหม่ของบริทนีย์อย่างสบายใจ

ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนเวลาเริ่มบ่าย...จนถึงเวลาบ่าย 2

เราก็ทำงานเราคิดว่าน่าจะเสร็จแท้ๆ มันน่าจะเสร็จ หลายคนทำงานกันเสร็จ ต่างนั่ง ดูพรีเซนท์อาจารย์ บ้างก็นั่งเล่นเพราะคงเหนื่อยจากการช่วยเพื่อน

เราก็ยังนั่งจับเดรปอยู่ที่เดิม....

จนเวลาบ่าย 2 กว่าๆ ของเพื่อนอีกคนนึง เสร็จ กลายเป็นว่าทุกคนเสร็จหมดแล้ว และก็มีเพื่อนอีกคนที่อยู่ต่างมหาลัยมา เซอร์ไพรส์หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน อืมเราก็ดีใจ แต่เราก็ต้องทำงานต่อ...

พอทุกคนเสร็จ ภาพที่เราเห็นคือ บางคนก็นั่ง คุย บ้างก็เอา ชิ้นส่วนผ้าของเราไปเล่น..อือ..ในใจไม่ช่วยกันหน่อยเหรอ ตอนนั้นเราต้องการคนที่อยากจะช่วยเราจริงๆ...เราคงจะไม่เอ่ยปากขอตรงๆแน่ คนที่ไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไรไม่ว่าเลย...จนเราเอ่ยปากแล้วพูดเปรยๆว่า เฮ้ย ใครที่เสร็จแล้วก็ช่วยเราหน่อยได้มั้ย...น้ำเสียงเรายังดีอยู่ แต่ในใจแบบว่า เฮ้ย ช่วยหน่อยได้มั้ย....บ้างก็หันมามอง บ้างได้ยินแล้ว....แล้ว....ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

ตอนนี้ทุกคนงานเสร็จ ภาพและเสียงที่เรารับรู้คือ จะไปหาอะไรกินกัน....แบบว่าโอ้ยชั้นไม่ไหวแล้ว เราเหนื่อยมากเลย ไปหาอะไรกินกัน...แล้วชั้นล่ะ .....บ้างก็บอกว่า เก็บของได้แล้ว จะบ่าย 3 แล้ว เร็วๆเดี๋ยวไม่ทัน....แล้วชั้นล่ะ..มีบ้างมั้ยที่จะหันมาบอกว่า เฮ้ย เหลืออีกคนนึง เนี่ยๆๆมาช่วนกันทำแป็บเดียวก็เสร็จ มีมั่งมั้ย ที่จะบอกว่า เนี่ยเดี๋ยวเราเอาอันนี้ไปทำให้แป๊บเดียวก็เสร็จ...อืมมันคืองานเรา...แต่..ไม่มีใครเห็นเราเลยเหรอ ทุกคนพอเสร็จแล้วก็คิดถึงแต่นาทีนั้นของตัวเองว่าจะทำอะไรต่อไป แล้วเราล่ะ

บางช่วงเวลา ใครที่ไม่ไหว ก็โทรมาบ่นเราก็รับฟัง ใช่ หลายครั้งที่เราโทรไปบ่น เพื่อนๆก็รับฟัง

บางคนอยากได้หนังสือหรือข้อมูลอะไรก็หาให้...ใช่...เรื่องนี้ไม่เคยอิดออด

แล้วชั้นล่ะ...ชั้นนั่งอึ้ง...ไม่มีใครเห็นเราเลย...ไม่มีเลย...มีเพียงแต่ใบหน้าที่เศร้าๆเดินมาบอกว่า อยู่ต่อได้มั้ย หรือ ไปกับเรามั้ย (จะให้เราไปทำไมอ่ะ ก็เห็นอยู่เต็มตาว่ามันไม่เสร็จ )บ้างก็กล่าวแบบง่าย ขำๆว่า "ยกห่นไปจับ(เดรป)ต่อบนรถแท๊กซี่เลย" บางคนอาจเถียงว่ามันก็เป็นคนตลกแบบนี้ล่ะ แกคิดอะไรมาก..คือเข้าใจว่าตอนนั้นเรารับอะไรไม่ได้เลย เราบอกกลับไปว่า "มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ" ใช่ มันอาจตลกมากๆ สำหรับบางคนอาจตลกมาก...เราไม่รู้สึกตลกเลยแม้แต่น้อย ทำไมไม่เข้าใจเราบ้างเลยว่าเรารู้สึกยังไง (บางคนอาจตอบกลับว่า เฮ้ยเราก็ทำมาเหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ยเราไม่ได้พักเลยเหมือนกัน แล้วเรายังต้องมาทำให้แกอีกเหรอก็ใช่ เราเข้าใจ)

เราแค่อยากได้ยินว่า "มาเดี๋ยวเราช่วยทำต่อ"

พอเห็นว่าเราอยู่ได้...กลับกลายเป็นว่า ทุกคนรื่นเริงต่อ...

ชั้นยังยืนอยู่ที่เดิม ยังยืนเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ตัวตนอยู่ตรงนั้น พอเวลาใครมีปัญหาหรือต้องการอะไร นั่นเป็นแวบเดียวทุกคนมองเห็น และมองผ่าน...

ตอนนี้เราคิดสภาพการณ์บางอย่าง ถ้าลองเหลือเพื่อนอีกคนนึง ในกลุ่มที่ยังงานไม่เสร็จ เราจะช่วยเค้ามั้ย หรือเราจะเดินไปบอกว่า ทำต่อไปนะเดี๋ยวก็เสร็จ หรือยังไง เราอาจจะเคยทำแบบนั้นมาแล้วก็ได้

ทั้งหมดเป็นความผิดของเราเอง ความผิดของคนที่ไร้จุดหมายและตัวตนเราไม่น่าคาดหวังอะไรกับคำพูดหรืออะไรต่างๆจากคนอื่น นี่คืองานของเราตัวของเราสิ่งเดียวที่เราขาดหายไปคือความรับผิดชอบเราพ่ายแพ้ให้กับตัวเองไม่ใช่ใครที่ไหนเลย มันคือความผิดของตัวเราล้วนๆ....และความขี้เกียจ...

.......................................................................

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ทุกคนคงมองเราเปลี่ยนไป บ้างสมน้ำหน้า(เชื่อเถอะว่ามันมีอยู่จริงๆ)บางคงจะเกลียดเราจนไม่กล้าเข้าใกล้....ถึงตอนนั้นเราคงเป็นคนนอกขอกลุ่มที่หลายๆคนมองด้วยความรังเกียจ เวลานั้นเราคงต้องยอมรับมันด้วยความเต็มใจ

ปล.เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราคงต้องกล่าวขอโทษเพื่อนๆทุกๆคนและขอบคุณมากๆสำหรับทุกๆเรื่อง เพราะหลังจากนี้เราคงเป็นอีกคนในสายตาของคนเพื่อน..ใครที่อ่านมาแล้ว ยังไม่เข้าใจ ก็ไม่แปบกหรอก ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดกับตัวของคุณเอง

ทั้งหมดนี้เราไม่ได้เขียนเพื่อด่าทอ หรือโทษใคร เราเขียนเพื่อนเป็นสำนึกและเป็นเหตุการณ์ที่ตนเองต้องจำให้ขึ้นใจ ว่า..."ไม่มีใครช่วยอะไรเราได้นอกจากตัวของเราเอง" หลังจากนี้เราคงต้องฝึกทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวคนเดียวและตัวของตัวเอง เราคงเป็นเด็กมานาน....นี่อาจจะช่วยให้เราเป็นผู้ใหญ่เต็มๆตัวเสียทีก็เป็นได้

ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่ได้อยากให้มาอ่านกันเลย แต่เราไม่รู้จะไประบายกับใครแล้ว บางคนอาจบอกว่าก็เขียนลงสมุดเอาสิ...แต่เชื่อเถอะ คนที่มีบล๊อกเป็นของตัวเองแล้ว ยังไงยังไงก็คิดว่าบล๊อกนี้เป็นเสมือนอีกภาคหนึ่งของตัวตนของตนเองอยู่วันยังค่ำ....จริงมั้ย

.......................................................................

ขอไว้อาลัยแด่ทุกสิ่งทุกอย่างของตนเอง